ดอยอินทนนท์-กิ่วแม่ปาน-แม่จอนหลวง-สั่นป่าเกี๊ยะ เชียงใหม่ ประเทศไทย

สวัสดีครับเพื่อนๆ PKOD เนื่องจากได้โปรยคำพูดไว้ว่าถ้ามีเวลาว่างจะมาโพสรูป เล่าเรื่องทริปนี้ให้อ่านกัน แต่ตอนนี้เวลาก็ยังไม่ค่อยว่าง แต่ได้ตั้งใจไว้แล้วว่าจะมาโพสน่ะครับ วันนี้อาจจะโพสได้รูป 2 รูปน่ะครับ ไงก็ให้กำลังใจกันเยอะๆน่ะครับ มีเวลาว่างมากๆเมื่อไหร่ค่อยมาลงต่อน่ะครับ
อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ มีพื้นที่อยู่ในท้องที่อำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม กิ่งอำเภอดอยหล่อ และอำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ สามารถเข้าถึงได้โดยใช้เส้นทาง เชียงใหม่-ฮอด (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108) ไปยังอำเภอจอมทอง 50 กม. ระยะทางประมาณ 50 กม. เลี้ยวขวาตามถนนสาย จอมทอง-ดอยอินทนนท์ (ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1009) ประมาณ 8 กม. ก็จะเริ่มเข้าเขตอุทยานแห่งชาติที่บริเวณน้ำตกแม่กลาง และตัดขึ้นสู่ยอดดอยอินทนนท์เป็นระยะทางทั้งหมด 49.8 กม. ที่ทำการอุทยานแห่งชาติจะตั้งอยู่ที่กิโลเมตรที่ 31
| Attachment | Size |
|---|---|
| a1.jpg | 66.83 KB |
แต่เดิมดอยอินทนนท์มีชื่อว่า “ดอยหลวง” หรือ “ดอยอ่างกา” คำว่า ดอยหลวง หมายถึง ภูเขาที่มีขนาดใหญ่ ส่วนที่เรียกว่าดอยอ่างกานั้น มีเรื่องเล่าว่า ห่างจากดอยอินทนนท์ไปทางทิศตะวันตก 300 เมตร มีหนองน้ำอยู่แห่งหนึ่งลักษณะเหมือนอ่างน้ำ แต่ก่อนนี้มีฝูงกาลงไปเล่นน้ำกันมากมาย จึงเรียกว่า อ่างกา ต่อมาจึงรวมเรียกว่า “ดอยอ่างกา” เมื่อครั้งที่พื้นที่ป่าไม้ทางภาคเหนือ ยังอยู่ในความควบคุมของเจ้าผู้ครอบครองนครต่างๆ นั้นในสมัยพระเจ้าอินทรวิชยานนท์เป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ พระองค์เป็นผู้ที่เห็นความสำคัญของป่าไม้เป็นอันมาก โดยเฉพาะ “ดอยหลวง” พระองค์มีความหวงแหนเป็นพิเศษ ขณะที่ยังมีพระชนม์อยู่ได้สั่งไว้ว่า หากสิ้นพระชนม์ไปแล้วก็ขอให้แบ่งเอาอัฐิส่วนหนึ่งไปบรรจุไว้บนยอดดอยหลวงด้วย ต่อมาคำว่าดอยหลวงก็ถูกเปลี่ยนเป็น “ดอยอินทนนท์” ตามพระนามของเจ้าผู้ครองนครนั้น และเมื่อขึ้นไปบนยอดเขาสูงนี้ จะเห็นสถูปบรรจุพระอัฐิของพระเจ้า อินทรวิชยานนท์ประดิษฐานอยู่
อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 482 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม อำเภอจอมทอง และอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ สภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนมีความสูงตั้งแต่ 400-2,565 เมตรจากระดับน้ำทะเล สภาพป่ามีหลายประเภททั้ง ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง และป่าดิบเขา โดยเฉพาะป่าดิบเขาบนยอดดอยสูงสุด นับเป็นธรรมชาติที่โดดเด่นที่สุดนอกจากนี้บนยอดดอยยังพบพืชจากเขตอบอุ่น เช่น กุหลาบพันปี บัวทอง ต่างไก่ป่า ฯลฯ และตามหน้าผาพบป่ากึ่งอันไพน์ ซึ่งเป็นสังคมพืชที่หาดูได้ยากในเมืองไทย ดอยอินทนนท์เป็นศูนย์รวมของนกป่าเกือบ 400 ชนิด โดยเฉพาะนกหายากหลายชนิดที่อาศัยในที่สูง เช่น นกปีกแพร นกกระทาดง นกศิวะ ฯลฯ ในจำนวนนี้มีมากกว่า 100 ชนิด ที่เป็นนกอพยพย้ายถิ่นเข้ามาอาศัยบนดอยอินทนนท์ในช่วงฤดูหนาว หลายชนิดพบได้ยากในพื้นที่อื่น เช่น นกเดินดง นกจับแมลง นกจาบปีกอ่อน นกเขน ฯลฯ
ทางเข้าเส้นทางเดินป่า"กิ่วแม่ปาน" ณ ดอยอินทนนท์
เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน
อยู่ตรง กม.ที่ 42 ของถนนสายจอมทอง-ยอดดอยอินทนนท์ ใกล้กับพระมหาธาตุนภเมทนีดลและพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ เส้นทางนี้จะผ่านสภาพธรรมชาติที่แตกต่างกัน 2 ลักษณะ คือ ป่าดิบเขากับทุ่งหญ้าบนสันเขา ทางช่วงแรกผ่านเข้าไปในป่าดิบเขาซึ่งมีบรรยากาศร่มครึ้ม มีแสงแดดส่องลงมาเพียงรำไรตามพื้นป่าเต็มไปด้วยเฟินหลากหลายชนิด มีมอสสีเขียวขึ้นคลุมตามโคนต้นไม้และบริเวณริมห้วยที่ชุมชื้น
บรรยากาศร่มรื่นอากาศเย็นๆเดินเพลินๆ
ทางจะเดินขึ้นเขาจนทะลุออกยังทุ่งหญ้าโล่งกว้างของสันกิ่วแม่ปานซึ่งมีแสงแดดจ้าและสายลมแรง ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปจากสภาพที่ผ่านมาทันที ทุ่งหญ้าบริเวณนี้เคยเป็นป่าดิบเขามาก่อน แต่ได้ถูกบุกรุกทำลายไปจนมีสภาพดังเช่นปัจจุบัน จากนี้ทางเดินจะเลียบไปตามสันเขาที่มีดงต้นกุหลาบพันปี รวมทั้งไม้พุ่มขนาดเล็กอย่างช้ามะยมดอยและต่างไก่ป่า ซึ่งเป็นตัวอย่างของสังคมพืชกึ่งอัลไพน์ให้ศึกษา ทางช่วงสุดท้ายจะเข้าสู่ป่าดิบเขาอีกครั้งและไปสิ้นสุดที่จุดเริ่มต้นของเส้นทาง รวมระยะทางทั้งหมดประมาณ 3 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดิน 2-3 ชั่วโมง เส้นทางนี้อยู่ที่ระดับความสูงประมาณ 2,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล ผู้สนใจต้องติดต่อขอเจ้าหน้าที่นำทางที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเดินเที่ยวชมคือ เดือนธันวาคม-มกราคม ส่วนในช่วงเดือนมิถุนายน-ตุลาคม เส้นทางนี้ปิดให้บริการเพื่อให้เวลาธรรมชาติฟื้นตัว
เมื่อเดินทะลุมาที่ทุ่งหญ้า ผมได้เห็นวิวแป๊ปเดี่ยวจริงๆ จากนั้นไม่กีอึดใจท้องฟ้าเป็นอย่างที่เห็นในภาพ หรืออย่างที่นักเดินป่าเรียกบรรยากาศประเภทนี้ว่า"ฟ้าปิด"คือมวลหมู่เมฆมาบดบังการมองทัศนีย์ภาพสวยๆของเรานั้นเอง
เอาไว้แค่นี้ก่อนน่ะ งานเข้าแล้ว
ทางจะเดินขึ้นเขาจนทะลุออกยังทุ่งหญ้าโล่งกว้างของสันกิ่วแม่ปานซึ่งมีแสงแดดจ้าและสายลมแรง ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปจากสภาพที่ผ่านมาทันที ทุ่งหญ้าบริเวณนี้เคยเป็นป่าดิบเขามาก่อน แต่ได้ถูกบุกรุกทำลายไปจนมีสภาพดังเช่นปัจจุบัน จากนี้ทางเดินจะเลียบไปตามสันเขาที่มีดงต้นกุหลาบพันปี รวมทั้งไม้พุ่มขนาดเล็กอย่างช้ามะยมดอยและต่างไก่ป่า ซึ่งเป็นตัวอย่างของสังคมพืชกึ่งอัลไพน์ให้ศึกษา ทางช่วงสุดท้ายจะเข้าสู่ป่าดิบเขาอีกครั้งและไปสิ้นสุดที่จุดเริ่มต้นของเส้นทาง รวมระยะทางทั้งหมดประมาณ 3 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดิน 2-3 ชั่วโมง เส้นทางนี้อยู่ที่ระดับความสูงประมาณ 2,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล ผู้สนใจต้องติดต่อขอเจ้าหน้าที่นำทางที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเดินเที่ยวชมคือ เดือนธันวาคม-มกราคม ส่วนในช่วงเดือนมิถุนายน-ตุลาคม เส้นทางนี้ปิดให้บริการเพื่อให้เวลาธรรมชาติฟื้นตัว
แค่เห็นสันกิ่ว ขาก็สั่นแล้ว ยังมีแรงเหลืออีกมั้ยเนี่ยเรา
โชคดีจังเลยมีหมอกด้วย ตอนผมเข้าไปสายแล้ว ร้อนตับแลบเลยครับ กุหลาบพันปีบานรึยังครับ?
โชคดีจังเลยมีหมอกด้วย ตอนผมเข้าไปสายแล้ว ร้อนตับแลบเลยครับ กุหลาบพันปีบานรึยังครับ?
ยังไม่บานครับ กำลังโพล่ๆหน่อยๆเองครับ
มาต่ออีกนิดหน่อยครับ
มาโครดอกไม้ดอกเล็กๆที่ผมเก็บได้ตามทางครับ
ถ่ายกับไกด์นำทางที่กิ่วแมปานครับ ที่จริงเส้นทางเดินชมธรรมชาติที่กิ่วแม่ปานเดินไม่ยากครับ ไม่หลงแน่นอน การที่ทางอุทยานฯ ต้องมีไกค์ไว้ ผมเข้าใจว่าอาจจะมีไว้เพื่อควบคุมนักท่องเที่ยวไม่ให้ทำอะไรนอกลู่นอกทาง เช่น เด็ดดอกไม้ หรือ เดินลงไปที่น้ำตกเล็กๆตรงนั้น อาจจะให้ธรรมชาติแถวนั้นที่กำลังเติบโต อาจจะถูกเยียบได้ และอีกอย่างเป็นกระจ่ายรายได้ให้กับชาวบ้านแถวนั้นครับ
กูดเกี๊ยะ เฟิร์นทนไฟ ต่อจากทุ่งหญ้าโล่งๆ เดินตรงมาอีกหน่อยจะพบกับต้นกูดจำนวนมาก ลักษณะของต้นกูดที่นี้คล้ายผักกูดที่นำมาปรุงอาหารแต่ต้นกูดที่เห็นนี้ไม่ใช่กูดที่เอามากินได้ ธรรมชาติเป็นนักจัดสวนดอกไม้ให้สมบูรณ์เพียบพร้อมด้วยความงาม บริเวณลาดต่ำสุดดินหนาชุ่มชื้น มีไม้เมืองหนาวดอกสวยปะปนด้วยต้นสาบหมาที่สามารถทนไฟ กลางเนินมีดินและน้ำดี ปลูกไม้ล้มลุกทนหนาวดอกสดใสหลากหลายชนิด บนยอดเนินดินแห้ง ปลูกต้นเฟิร์นกูดเกี๊ยะ ใบหนาแข็งลดการคายน้ำ ซ่อนลำต้นไว้ใต้ดินเพื่อหนีความร้อนจากไฟป่า พี่ยะเล่าว่า กูดเกี๊ยนี้เป็นพืชที่มีความพิเศษคือทนไฟ ทนความร้อน หากเกิดไฟป่าขึ้นแล้วชั้นใต้ดินลึกลงไป 15 เซนติเมตร มีอุณหภูมิต่ำกว่า 150 องศาเซลเซียส กูดเกี๊ยะนี้จะสามารถงอกงามขึ้นมาใหม่ได้
จุดชมวิวกิ่วแม่ปาน ต่อจากดงกูดเกี๊ยะมาอีกเพียงเล็กน้อยก็จะได้เห็นจุดชมวิวที่สวยงาม ทางอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ได้สร้างระเบียงไว้ให้ได้ชมวิวสวยๆ ของกิ่วแม่ปานได้อย่างกว้างไกล ถ้าโชดดีวันไหนฟ้าสวยๆ จะมองเห็นผาหินด้านขวามือ และถ้าโชดดีมากกว่านั้นเราอาจจะได้พบเห็น"ม้าเทวดา"หรือ เลียงผา สัตว์ป่าที่คล้ายๆแพะชอบอาศัยตามโขดหินหน้าผาสูงอย่างที่กิ่วแม่ปานแห่งนี้ และ อีกหลายๆที่ในประเทศไทย แต่ วันนี้ฟ้าปิด เศร้า
ป่าสองมุมบนสันเขา ถัดจากระเบียงชมวิวเดินต่อไปเรื่อยๆ จะพบว่าเราเดินอยู่ระหว่างกลางของสันเขาโดยมีด้านซ้ายและด้านขวาที่มีป่าที่มีโครงสร้างต่างกันอย่างสิ้นเชิง กิ่วแม่ปานเป็นสันบนเขาส่วนที่แคบที่สุด ลาดเขาสองด้านด่างกัน ด้านนอกถูกแดดส่องร้อนตลอดวัน ปะทะลมแรงจนตัดยอดไม้ให้เตี้ยลง ฤดูแล้งไฟป่าจากไร่ชาวบ้านลามขึ้นมาเผา ทำให้ป่าต้องซ่อมตัวเองตลอดเวลา จึงมีแต่ไม้บุกเบิกขนาดเล็ก เมื่อฝนตกต้านนอก น้ำไหลแรงชะหน้าดินลงถมห้วยให้ตื้นเขิน ผิดกับด้านในป่าชุ่มชื้นด้วยพันธุ์ไม้ดั้งเดิม น้ำฝนปะทะใบไม้ไหลตามลำต้น แล้วซิมลงดินไหลลงลำห้วย
"ป่าสองมุมบนสันเขา"มองไปด้านหน้า ผมถ่ายเพื่อนด้วยเพื่อไม่ให้ ภาพมันน่าเบื่อเกินไป
นางแบบก็เยอะ ต้องถ่ายให้ครบทุกคน
แนวตั้งก็ดูดีน่ะ
หมอกลอยไปลอยมา ฟ้าเปิดๆปิดๆ ต้องรอจังหวะดีๆถ้าอยากได้ภาพสวยๆ
มุมนี้ผมชอบเป็นการส่วนตัว แต่ต้องให้มีนายแบบด้วย เพื่อเปรียบเทียบ Scale
เห็นหน้าไม่ชัดอีกซักใบน่ะ
นี้คือจุดชมวิวจุดสุดท้ายที่เป็นทุ่งหญ้าบนสันเขากิ่วแม่ปาน หลังจากนี้ก็จะมุดเข้าป่ากันอีกครั้ง จุดนี้จะมองเห็น พระมหาธาตุเจดีย์ แต่รูปนี้ผมถ่ายไม่เห็น
เข้าป่ากันอีกครั้ง
บรรยากาศทางเดินศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน การเดินป่าแห่งนี้มีอากาศเบาบางมากเพราะความสูงจากระดับน้ำทะเลอยู่ที่ประมาณ 2,000 เมตร ทำให้เรารู้สึกว่าเหนื่อยง่ายและหายเร็ว จากนั้นเราเดินลงจากจุดชมวิวแล้วมานั่งยังจุดนั่งพักจุดแรกเมื่อเดินลง แล้วขึ้นเนินแรกไปประมาณ 40 เมตร แล้วหยุด การหายใจของพวกเราเปลี่ยนไปทันที เราต้องหายใจเร็วขึ้นเหมือนการหอบเนื่องจากการออกกำลังกาย เพราะอากาศบนนี้เบาบางมากจริงๆ แนะนำให้หายใจเข้าทางจมูก หายใจออกทางปาก จะช่วยได้ หลังจากนั้นเมื่อเดินต่อไปเราจะได้รู้จักกับป่าไม้ชนิดที่เรียกกันว่า ป่าเมฆ เป็นคำเรียกป่าที่เราเพิ่งจะได้ยินเป็นครั้งแรก ป่าเมฆ ธรรมชาติอันโดดเด่นที่สุดของดอยอินทนนท์ได้ปรากฏแก่สายตาตั้งแต่เริ่มเดินเข้าสู่เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานแห่งนี้ อาณาจักรของป่าดิบเขาที่รายล้อมเป็นป่าดิบเขาระดับสูง ซึ่งมักพบได้ที่ความสูงมากกว่า 2,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล สิ่งสำคัญที่ก่อให้เกิดป่าดิบเขาประเภทนี้คือสภาพภูมิอากาศที่หนาวเย็นและมีความชื้นสูงตลอดปี พื้นที่จะมีเมฆหมอกปกคลุมเกือบตลอดเวลา ทำให้การสลายใบไม้ยาก ดินจึงเป็นกรดสูง สภาพเช่นนี้สร้างให้ดูโปร่ง ไม้พื้นล่าง และไม้สูงแยกจากกันเป็นสองส่วนชัดเจน พันธุ์ไม้ที่คุ้นเคยอากาศร้อนและชื้นไม่อาจอยู่ได้ บางคนจึงเรียกป่าชนิดนี้ว่าป่าเมฆ ตามต้นไม้ต่างๆ จึงมีพืชที่ชอบความชื้นจำพวกมอส เฟิร์น ฝอยลม และกล้วยไม้ป่าขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น ไม้วงศ์ก่อและทะโล้เป็นพรรณไม้เด่นของป่าแห่งนี้
บรรยากาศของป่าเมฆที่เราเดิน บางช่วงจะมีสะพานไม้เพื่อความสะดวกในการศึกษาธรรมชาติ พรรณไม้ในป่าเมฆที่มีอยู่มากมายนั้นได้แก่ ต้นก่อ (ต้นโอ๊ค) ต้นทะโล้ ต้นหว้าอ่างกา (พืชเฉพาะถิ่น) ในป่านี้เป็นชนิดพันธุ์ไม้เมืองหนาว พัฒนาปรับตัวให้อยู่ได้ดีในป่าหนาวและชุ่มชื้นสูง ปกติพันธุ์ไม้กลุ่มนี้พบในเทือกเขาหิมาลัย ยุโรป และ อเมริกา บริเวณพื้นป่า ขิงข่าและพันธุ์ไม้อื่นหลากหลายชนิดขึ้นคละกัน แต่มีพันธุ์ไม้ชนิดเดียวยึดพื้นที่ได้กว้างแสดงว่าดินมีกรดสูง เกือบไม่มีกล้าไม้ขึ้นได้เพราะใบร่วงลงคลุมดินตลอดเวลา
ระหว่างทางเดิน จะเห็นลูกไม้เปลือกแข็งหลายชนิดตกเกลื่อนบนพื้นป่า มีทั้งที่เป็นผลกลมเล็กติดกันเป็นพวง ผลแป้นคล้ายตลับ หรือ ผลรูปร่างคล้ายหมวกเป็นต้น ผลเหล่านี้เป็นผลของไม้ก่อนชนิดต่างๆ ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นในกลุ่มไม้โอ๊ก ในวงศ์ Fagaceae ต้นก่อจัดว่าเป็นไม้เด่นที่ใช้ในการบ่งชี้ความเป็นสังคมพืชป่าดิบเขาที่พบในประเทศไทยมีด้วยกัน 4 สกุล ซึ่งบริเวณกิ่วแม่ปานเป็นแหล่งที่พบไม้ก่อได้ทั้ง 4 สกุล เช่น ก่อหมวก หรือก่อตลับ ในสกุล Quercus ก่อเดือย ก่อแป้น ก่อตาหมู ซึ่งบางครั้งเรียกทั่วไปว่าก่อหนามหรือก่อกินลูก ในสกุล Castanopsis ก่อพวง สกุล Lithocarpus และก่อดอยช้าง สกุล Trigonobalanus ผลของไม้ก่อเป็นอาหารของสัตว์ป่า เปลือกก่อบางชนิดใช้ย้อมหนังได้ดี
(แค่นี้ก่อนน่ะครับ ไว้มาต่อใหม่รอบหน้าน่ะครับ)
พี่.. ชวนกันยังไงถึงไปกันได้เยอะขนาดนี้ครับ? บรรยากาศกิ่วแม่ปานยังน่าเดินเที่ยวเหมือนเดิมเลย
น่าไปลองเดินดูจัง อากาศน่าจะเดินสบายๆ






เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน เป็นเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติระยะสั้น เป็นวงรอบระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร สามารถวนรอบไปกลับในวันเดียว ตามหนทางจะผ่านไปสู่ป่าดงดิบริมธารน้ำ ขึ้นเนินผ่านป่าที่ห้อยระย้าด้วยมอส ฝอยลม หน้าฝนจะถูกปกคลุมด้วยหมอกขาวและอากาศที่หนาวเย็น สุดปลายทางมีทุ่งดอกไม้นานาชนิด เรียกว่าหายเหนื่อยกันเลยทีเดียว
ยอดดอยอินทนนท์ ชมป่าดิบดึกดำบรรพ์ ซึ่งน้อยคนนักจะได้สัมผัสธรรมชาติที่แท้จริงของภูเขาที่สูงที่สุดของประเทศ ที่นี่มีทั้งกล้วยไม้และพันธุ์ไม้ป่าที่สวยงามและหายาก นอกจากนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานกู่พระอัฐิของพระเจ้าอินทวิชานนท์ ผู้ครองเชียงใหม่องค์ที่ 7 และเป็นที่ตั้งของสถานีเรดาร์ของกองทัพอากาศไทย จะมาฤดูไหนอุณหภูมิก็พร้อมเที่ยวเสมอที่ราว 5 – 18 องศาเซลเซียส